WHY THAILAND?

รายงานเรื่อง “e-Conomy SEA 2019” ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกันของสามบริษัท นั่นคือ Google, Tamesek และ Bain & Company ที่เปิดเผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในโลก Digital Economy รวมถึงเงินลงทุนจาก Venture Capital ต่าง ๆ ที่ไหลเข้าสู่กระเป๋าของสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่ามีมากถึง 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จึงนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางของสตาร์ทอัพในระดับโลก” เนื่องด้วยความพร้อมในหลากหลายด้าน อันเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อยกระดับนิเวศวิทยาสตาร์ทอัพของประเทศด้วยหลากหลายมาตรการณ์ เช่น  การจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (Startup Thailand)  (ร่าง) กฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม และ มาตรการสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ สมาร์ทวีซ่า เป็นต้น

ผุด ย่านนวัตกรรมแหล่งปั้นสตาร์ทอัพทั่วไทย

นอกเหนือจากการส่งเสริมในด้านที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การปั้นสตาร์ทอัพให้เติบโตอย่างเข้มแข็งจำเป็นต้องมีพื้นที่กลางสำหรับเพิ่มศักยภาพให้กับสตาร์ทอัพ รวมถึงเป็นแหล่งบ่มเพาะการเติบโต และช่วยหาแหล่งเงินทุนให้ด้วยอีกทางหนึ่ง นั่นจึงทำให้เกิดการจัดตั้งย่านนวัตกรรม หรือ Innovation District ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีย่านนวัตกรรมแล้ว 8 แห่ง ประกอบด้วย 1. ย่านนวัตกรรมโยธี ศูนย์รวมความรู้ด้านการแพทย์ 2. ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ศูนย์กลางผู้ประกอบการทุกระดับ  3. ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4. ย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท ศูนย์กลางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มัลติมิเดียและดิจิทัล  5.ย่านนวัตกรรมคลองสาน ศูนย์กลางความรู้เพื่อชุมชนสู่ความเจริญในอนาคต  6.ย่านนวัตกรรมลาดกระบัง ศูนย์รวมคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์  7.ย่านนวัตกรรมบางซื่อ จัดเป็น Smart Living และ Smart working  และ 8.ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี ศูนย์กลางดิจิทัลและไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

ไม่เพียงแค่นั้น การจัดตั้งย่านนวัตกรรมยังกระจายตัวไปอยู่ในส่วนภูมิภาคอีกด้วย โดยในระดับจังหวัดจะมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดขอนแก่น ซึ่งล้วนเป็นจังหวัดใหญ่ มีศักยภาพ และมีโอกาสเติบโตสูงสำหรับสตาร์ทอัพเช่นกัน  

ในมุมของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศวิทยาสตาร์ทอัพให้เข้มแข็ง ยังได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชนจัดตั้ง “Global Hub” ในย่านนวัตกรรม 2 แห่ง คือ District C ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (True Digital Park) ย่านปุณณวิถี จังหวัดกรุงเทพมหานคร และ Chiangmai&Co ย่านเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมให้มีความแข็งแกร่ง จนกลายเป็นเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจครอบคลุมทั่วภูมิภาคในประเทศไทยและต่างประเทศ 

สำหรับ Global Hub จะเป็นศูนย์ธุรกิจแบบ One-Stop Service ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยมี NIA ให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิด เพราะมีเป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย

การขับเคลื่อนพร้อม ๆ กันทุกด้านตลอด 2 – 3 ปีที่กล่าวมา ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อวงการสตาร์ทอัพไทยแล้วไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขดัชนีนวัตกรรมระดับโลก หรือ Global Innovation Index (GII) ปี ค.ศ. 2019 ที่ประเทศไทยก้าวขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 43 ด้วยคะแนนรวม 38.63 คะแนน และเป็นประเทศในลำดับที่ 4 จากทั้งหมด 34 ประเทศในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-income Economies) ที่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเกินความคาดหมายเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และยังเป็นประเทศที่มีความเป็นเลิศในด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการค้าโดยครองอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียนในด้านการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์

อีกทั้งรายงาน Startup Ecosystem Report Bangkok 2019 ได้มีการเปิดตัวเลขดัชนีความเป็นมิตรกับสตาร์ทอัพ หรือ Startup Friendliness Index (SFI) ซึ่งพบว่า คะแนนประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีการขยับตำแหน่งขึ้นทุกปีตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันมีความใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงค์โปร์ หรือมาเลเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Ecosystem ของสตาร์ทอัพในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตได้สูงจากความพร้อมมากขึ้น

Startup Ecosystem Report Bangkok 2019 ยังเผยถึงจุดแข็งของกรุงเทพมหานครในหลาย ๆ ด้านที่เหมาะสำหรับการสร้างสตาร์ทอัพให้เติบโต ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของตัวเมืองที่มีความเป็น Metropolitan หรือมหานครขนาดใหญ่ ทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ พร้อมกว่าเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่น ๆ นอกจากนั้น ยังมีบริษัททำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยช่วยสตาร์ทอัพให้ได้พบปะกับนักลงทุนเกิดขึ้นมากมาย และความพร้อมในด้านระบบขนส่งมวลชน รวมถึงอัตราการก่ออาชญากรรมที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่น ๆ หรือในด้านบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ (Talents) รายงานของ Startup Ecosystem Report Bangkok 2019 เผยว่า โปรแกรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพของไทยส่วนใหญ่ทำผลงานได้ดี และสามารถช่วยบ่มเพาะสตาร์ทอัพให้เติบโตได้จริง

นอกจากนั้น หากมองในแง่ระบบนิเวศวิทยาสตาร์ทอัพแล้ว การสนับสนุนที่กล่าวมาส่งผลให้เกิดการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยในระดับ Series B และ C, จำนวน Accelerator และ Co-working Space ที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการเกิดขึ้นของกลุ่มนักลงทุนต่าง ๆ ทั้งกลุ่มนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) กลุ่มบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capitals – VC) และกลุ่มบริษัทร่วมลงทุนที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate Venture Capital – CVC) ซึ่งทำให้ Ecosystem แห่งนี้มีความกลมกล่อมมากขึ้นด้วย ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่หลักฐานชิ้นสำคัญอย่างการเปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศที่เหมาะสมการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก ประจำปี 2563 หรือ Best Countries to Start a Business 2020 ของ U.S. News & World Report เว็บไซต์ข่าวจากสหรัฐอเมริกาที่ได้มีการสำรวจจากผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจในการลงทุนของธุรกิจต่าง ๆ  จำนวน 6,000 ราย  พบว่า ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ของโลก ในประเทศที่ดีสุดในการเริ่มต้นธุรกิจจากทั้งหมด 73 ประเทศเลยทีเดียว