ทรู ดิจิทัล พาร์ค จับมือ NIA ชี้ทางรอด “สตาร์ทอัพ” โมเดลธุรกิจยุคใหม่ต้อง “ไฮบริด”

24 มิถุนายน 2020

เวที District C Talk ประเดิม EP แรก NIA ชี้ทางรอดฝ่าวิกฤติ 3 ระยะ ช่วงเร่งด่วนต้องใส่ใจกระแสเงินสด จับมือพันธมิตร “แบงก์ออมสิน” ปล่อยสินเชื่อช่วยประคองธุรกิจ พร้อมประสาน TED Fund และอินโนสเปช ให้ทุนสตาร์ทอัพที่ปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ระยะกลางและยาว เตรียมเปิดทางเข้าถึงจัดซื้อภาครัฐพร้อมอัดมาตรการภาษี ด้านสตาร์ทอัพที่รอดชีวิต แนะ “จำศีล” บริหารองค์กรให้เล็กลงรอจังหวะค่อยกลับมาผงาด ควรปรับโมเดลธุรกิจใหม่ให้เป็นลูกผสม “ไฮบริด” เปิดตลาดใหม่บนแพลตฟอร์ม ออนไลน์และออฟไลน์  

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63 เวลา 17.00 น. ทรู ดิจิทัล พาร์ค จัดเสวนาทางออนไลน์ District C Talk เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคนในแวดวงธุรกิจสตาร์ทอัพ ภายใต้แนวคิด “Disruptive Innovation for Startup Opportunities” สำหรับ EP.1 หัวข้อ “Startup Rocking Dolls สตาร์ทอัพไทย ล้มแล้วไปต่ออย่างไร”  โดยเชิญ 2 ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ Tourkrub ด้านการท่องเที่ยว และ Zipevent ด้านการจัดอีเว้นธ์ ทั้งสองธุรกิจสตาร์ทอัพได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส Covid-19  มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองถึงวิธีการรับมือหรือหาทางรอดจากวิกฤติ Covid-19 ไปได้อย่างไร รวมถึงได้รับทราบแนวทางการให้ความช่วยเหลือพร้อมกับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ องค์การมหาชน (NIA)

เริ่มต้นรายการโดย ปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม NIA  กล่าวถึงแนวทางในการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดจากสถานการณ์ Covid-19 ด้วยการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัลให้มากขึ้น การให้ความสำคัญด้านการระดมทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, การปรับรูปแบบธุรกิจใหม่, การดูแลสภาพคล่องทางการเงินที่เป็นกระแสเงินสด เนื่องจากธุรกิจสตาร์ทอัพต้องมีภาระการบริหารจัดการภายในองค์กรและพนักงานที่ต้องรับผิดชอบ  ดังนั้นในช่วงเวลานี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างแท้จริง

แนวทางการช่วยเหลือธุรกิจสตาร์ทอัพ แบ่งเป็น 3 ช่วงดังนี้ คือ

1.ระยะเร่งด่วน จะเน้นการให้ทุนสนับสนุนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้อยู่รอดจากวิกฤติ สำหรับรูปแบบการให้เงินสนับสนุนจะเป็น “สินเชื่อ” จากสถานบันการเงินที่เป็นพันธมิตรกับ NIA คือธนาคารออมสิน ดังนั้นสตาร์ทอัพที่ไม่เคยได้รับทุนหรือเคยได้รับทุนจาก NIA มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อทั้งสิ้น

นอกจากนี้สำหรับสตาร์ทอัพที่สามารถปรับโมเดลทางธุรกิจใหม่ได้ สามารถได้รับเงินทุนสนับสนุนไม่เกินรายละ 1.5 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นอกจากนี้ NIA ยังเป็นพันธมิตรกับ “อินโนสเปช” มีเงินลงทุนให้กับสตาร์ทอัพ ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย

2.ระยะกลาง ในช่วงฟื้นฟูและเยียวยาภายหลังมาตรการปลดล็อคดาว์น จะให้ความช่วยเหลือด้านการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้สตาร์ทอัพเข้ามาเป็น “คู่ค้า” ทางธุรกิจกับภาครัฐให้มากขึ้น ดังนั้นธุรกิจสตาร์ทอัพจำเป็นปรับโมเดลทางธุรกิจจากเดิมเคยทำธุรกิจแบบ “บีทูบี” หรือ “บีทูซี” เนื่องจากสถานการณ์การตลาดเปลี่ยนไป เพื่อให้เกิดการใช้บริการสตาร์ทอัพมากขึ้นหรือสตาร์ทอัพต้องรวมกลุ่มกันให้มากขึ้นเพื่อจะได้เข้าถึงแหล่งทุนหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ทั้งนี้ 3.ระยะยาว เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพ ในระดับนโยบายเน้น เรื่องภาษีและการระดมทุน รวมถึงการเอื้อสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายต่างๆ นอกจากนี้จะมีโครงการ Reskill และ Upskill แก่อดีตพนักงานสตาร์ทอัพที่ถูกเลย์ออฟหรือนิสิตนักศึกษาที่กำลังจบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการเข้ามาประกอบธุรกิจเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

“วิกฤติไปทั่วโลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย สตาร์ทอัพ ต้องคิดใหม่หารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้ในช่วงนี้ จากเมื่อก่อนเคยคิดว่าการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ ใครวิ่งเร็วชนะเลิศจากเงินระดมทุนจาก pitching ชนะมาแต่การทำธุรกิจ คือ การวิ่งมาราธอนระยะยาว ใครวิ่งอึดวิ่งได้นาน ให้อยู่รอดและเติบโตต่างหาก คือ สตาร์ทอัพตัวจริง” ปริวรรต กล่าว

แนะสตาร์ทอัพ “จำศีล” ลดไซด์องค์กร

จักรพันธ์ ลือธิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Tourkrub เป็นธุรกิจการท่องเที่ยวออนไลน์ขายทัวร์ให้กับคนไทยที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ กล่าวว่าสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจในช่วงวิกฤติ คือ การบริหารความพึ่งพอใจแก่ลูกค้า การบริหารกระแสเงินสดและการสื่อสารกับทีมงาน เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นธุรกิจแรกและจะกลับมาฟื้นตัวช้าที่สุด ดังนั้นการบริหารจัดการให้ตัวเองอยู่รอด คือ ต้อง “จำศีล” ไปก่อนจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวและบริหารจัดการให้องค์กรมีขนาดเล็กลง พร้อมกับหาช่องทางการช่วยเหลือจากภาครัฐเข้ามาเป็นตัวช่วย

นอกจากนี้มุมมองการทำธุรกิจสตาร์ทอัพจำเป็นต้องเปลี่ยนไป คือ การบริหารจัดการกระแสเงินสด ประกันความเสี่ยงและการออมเงิน การทำธุรกิจสตาร์ทอัพจะมุ่งเน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ต้องมุ่งเน้นเสถียรภาพระยะยาวเพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น ดังนั้นเวลาช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีในการทบทวนธุรกิจและอนาคตหากจะกลับมาต้องเตรียมตัวทำธุรกิจใหม่ให้ดีเน้นการตั้งรับกับความเสี่ยงหรือวางแผนการเติบโตระยะยาวเป็นสำคัญ

“สตาร์ทอัพไทยเก่ง ไม่มีเจ้าไหนล้ม แต่อยู่ในภาวะจำศีล เพื่อให้ตัวเองยังอยู่รอด พยายามบริหารไม่ให้มีค่าใช้จ่าย ช่วงนี้อาจหายไปก่อน ไปทำธุรกิจอย่างอื่นก่อนสัก 12 เดือน พอสัญญาที่ดีค่อยกลับมาใหม่ ไม่จำเป็นต้องทู้ซี้สู้”  จักรพันธ์ กล่าว

ภาโรจน์ เด่นสกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Zipevent ธุรกิจจัดอีเว้นธ์ กล่าวว่า ได้ปรับโมเดลธุรกิจใหม่ด้วยการจัดอีเว้นธ์ ประชุม สัมมนา ทั้งทาง “ออนไลน์” และ “ออฟไลน์” พร้อมกับปรับโฉมโมเดลธุรกิจเป็น “ไฮบริด” เนื่องจากธุรกิจจัดอีเว้นธ์ทางออนไลน์และออฟไลน์ยังมีโอกาสเติบโตสูง พร้อมกับให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดเพราะต้องดูแลพนักงานในองค์กรให้อยู่รอดทุกวันต้องบริหารกระแสเงินสด รวมถึงต้องหาช่องทางธุรกิจใหม่ระหว่างที่เผชิญวิกฤติและการพัฒนาทักษะใหม่แก่พนักงานได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปล